"Drown Proofing"
บทความจาก Euducation Facet
ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน คงเห็นความสำคัญของการฝึกให ้ลูกว่ายน้ำเป็นอยู่แล้วนะค รับ แต่การฝึกว่ายน้ำในทุกๆ วันนี้ของเด็กๆ ส่วนมากมักจะมีรูปแบบการฝึก ในลักษณะของ - - กีฬาว่ายน้ำ - - มากกว่า - - การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด - - นะครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำให้คุณพ่อ คุณแม่เปิดมุมมองเกี่ยวกับก ารฝึกว่ายน้ำให้กับลูกในอีก รูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า Drown Proofing ครับ หรือ - - การว่ายน้ำแบบไม่มีวันจม - - ครับ เพื่อตอบโจทย์ "การเอาตัวรอดจากการจมน้ำ" แบบชัดๆ กันไปเลยครับ
คือผมได้รู้จักคำว่า "Drown Proofing" ครั้งแรกจากคุณทนง โชติสรยุทธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพั ฒนา (http:// www.plearnpattana.ac.th/) และรู้สึกว่าเป็นแนวคิดของก ารฝึกว่ายน้ำให้กับเด็กๆ ที่น่าสนใจมากๆ จนต้องมาหาข้อมูล และรายละเอียดของ Drown Proofing แล้วมาเล่าให้กับคุณพ่อคุณแ ม่ฟัง นี่ล่ะครับ ก่อนที่จะลงรายละเอียดว่า Drown Proofing นี้มันคืออะไร ผมอยากจะถามคุณพ่อคุณแม่ ที่ส่งให้ลูกไปฝึกว่ายน้ำ หรือสอนว่ายน้ำให้กับลูก ด้วยชุดคำถามต่อไปนี้ครับ
1. ถ้าลูกไม่มีแว่นตากันน้ำ ลูกยังคงสามารถว่ายน้ำได้หร
2. ลูกสามารถว่ายน้ำได้ต่อเนื่ องกันได้ถึง 600-1,200 เมตร หรือไม่ ที่ผมต้องถามคำถามนี้ก็เพราะว่าผมสมมติว่าเด็กเดินทางโดยเร ือ ที่ล่องไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยามีความก ว้างสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1,200 เมตร นั่นหมายความว่า ถ้าเรือล่มกลางลำน้ำ ระยะทางที่ไกลที่สุดที่เด็ก ต้องว่ายเข้ามาหาฝั่งก็คือ 600 เมตร ถ้าเด็กต้องว่ายเฉียงๆ ทำมุมสัก 45- 60 องศา เพื่อไม่ให้ว่ายทวนกระแสน้ำ มาก ก็เท่ากับว่าระยะทางที่เด็ก ต้องว่ายน้ำเพื่อเข้าหาฝั่ง จะอยู่ที่ประมาณ 850 - 1,200 เมตร ดังนั้นถ้าเด็กสามารถว่ายน้ ำได้ต่อเนื่องเป็นระยะทาง 1,200 เมตรได้ (อาจจะค่อยๆ ว่ายก็ได้นะครับ) เราก็จะมั่นใจได้ในระดับหนึ ่งว่า ลูกของเรามีศักยภาพที่จะว่า ยน้ำเข้าสู่ฝั่งได้ หากประสบเหตุเรือล่มกลางลำน ้ำ
3. ลูกสามารถลอยตัวอยู่ในน้ำได ้ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงหรือไม่ เพราะในกรณีที่เรือล่มในทะเ ล กว่าเจ้าหน้าที่ชายฝั่งจะทร าบ และส่งเรือออกมาช่วยเหลือ ก็มักจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าลูกเราสามารถลอยต ัวในน้ำได้นานกว่า 3 ชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่ก็จะมั่นใจในระ ดับหนึ่งว่า "ลูกเรามีศักยภาพที่จะเอาตั วรอด และรอคอยความช่วยเหลือได้"
คือ "ทักษะการว่ายน้ำ" ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียง "กีฬา" นะครับ แต่ผมมองว่ามันเป็น "ทักษะในการเอาชีวิตรอด (Survival Skill) ที่สำคัญมากๆ สำหรับเด็ก" เพราะว่าจากข้อมูลสถิติการเ สียชีวิตของเด็กๆ ทั่วโลกในแต่ละปี (อ่านเพิ่มเติมได้ที่http://www.csip.org/csip/ autopage/ show_page.php?h=119&s_id=13 7&d_id=138และ http://goo.gl/qU7QeP) พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
เสียชีวิตจากการจมน้ำ ปีละ 135,585 คน หรือเฉลี่ยวันละ 372 คนถ้าเอาเฉพาะในอาเซียนพบว่า มีจำนวนสูงถึงปีละ 32,744 คน หรือเฉลี่ยวันละ 90 คน
ยิ่งกลับมาดูที่ประเทศไทย นี่ยิ่งตกใจใหญ่ครับ เพราะว่าประเทศไทยโดยเฉลี่ย แล้วเรามีเด็กจมน้ำเสียชีวิ ตเฉลี่ยวันละ 4 คน และเป็นสถิติที่มากกว่าประเ ทศที่พัฒนาแล้ว ถึง 5-15 เท่าตัว นอกจากนี้การจมน้ำยังเป็นสา เหตุของการเสียชีวิตอันดับห นึ่งของเด็กไทยที่มีอายุต่ำ กว่า 15 ปี อีกด้วยนะครับ แถมสูงกว่าอุบัติเหตุทางจรา จรถึง 2 เท่าตัว เลยทีเดียว ผมถึงได้ย้ำไงล่ะครับว่า "ทักษะการว่ายน้ำ" ไม่ใช่เป็นเพียง "กีฬา" แต่เป็น "ทักษะในการเอาตัวรอดที่สำค ัญมากๆ"
ประเด็นต่อมาก็คือ แล้วเราฝึกว่ายน้ำให้กับลูก เราแบบไหนล่ะครับ ผมเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่บาง ท่าน มักการฝึกว่ายน้ำในเด็ก มักจะฝึกในรูปแบบของ การหัดว่ายน้ำท่าต่างๆ เช่น ฟรีสไตล์ กรรเชียง กบ และผีเสื้อ ที่พอลูกพอจะว่ายท่าต่างๆ เป็นแล้ว ก็มักจะคิดว่า "ลูกว่ายน้ำเป็นแล้ว" บางท่านก็ไปเน้นการจับเวลาใ ห้ลูกว่ายน้ำได้เร็วๆ โดยที่ - - ไม่เน้นการฝึกให้ว่ายน้ำได้ อึดเพียงพอ หรือว่ายจนว่ายต่อเนื่องได้ นานๆ - - ไม่เน้นการฝึกว่ายแบบลอยคอโ ดยไม่มีแว่นตากันน้ำ - - ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เน้น - - ทักษะการลอยตัวในน้ำได้นานๆ - - แล้วอย่างนี้ เวลาที่ลูกของเราต้องประสบก ับอุบัติเหตุทางน้ำ เขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไร แว่นตากันน้ำก็ไม่มี จะว่ายฟรีสไตล์เร็วๆ ก็มองไม่เห็นฝั่ง หรือเห็นฝั่งอยู่ไกลมากๆ (ไม่เหมือนกับสระว่ายน้ำ)
ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงเคยอ ่านข่าวประมาณว่า เป็นนักกีฬาว่ายน้ำแท้ๆแต่กลับจมน้ำตาย ที่เขาจมน้ำตายนี่ไม่ได้เป็ นเพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็นนะค รับ แต่ทักษะการว่ายน้ำในรูปแบบ กีฬาในสระน้ำ มันไม่สามารถทำให้เขาเอาตัว รอดจากการจมน้ำในแหล่งน้ำใน ธรรมชาติต่างหากครับ
เบื้องต้นผมคิดว่า การฝึกว่ายน้ำให้กับลูกควรเ น้นที่ "ทักษะการเอาตัวรอด" ครับ โดยเน้นการฝึกว่ายน้ำให้ลูก ในลักษณะนี้ครับ
1. การว่ายน้ำให้ได้อึด สามารถว่ายต่อเนื่องให้ได้ 600 - 1,200 เมตร ให้ได้ครับ ว่ายแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ว่ายชิลๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องจ้วง ไม่ต้องจับเวลาทำสถิติอะไรห รอกนะครับ แต่ต้องว่ายให้อึด ว่ายได้เรื่อยๆ ว่ายได้นานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดพัก เป็นระยะทางยาวๆ สักหน่อย (600 - 1,200 เมตร) ครับ เอาเป็นว่าอย่างน้อยๆ ก็ควรจะว่ายต่อเนื่องได้สัก 300 - 400 เมตรก็ยังดีครับ เด็กบางคนพอว่ายสัก 50 เมตร ก็ต้องเก่ะขอบสระหอบแฮ่กๆ ผมว่าอึดยังไม่พอครับ
2. อย่าละเลยการว่ายน้ำแบบลอยค อ ซึ่งต้องอาศัยการลอยตัวแบบ Treading Water ให้ได้ก่อน (ซึ่งคนไทยเรามักจะเรียกว่า "ลูกหมาตกน้ำ"http://www.youtube.com/ watch?v=wfC1BvVvWbs) ซึ่งถ้าเด็กสามารถลอยตัวแบบ Treading Water ได้แล้ว เขาจะประยุกต์ท่าฟรีสไตล์ และท่ากบ โดยว่ายน้ำไปข้างน้ำ ในลักษณะลอยคอโดยไม่ต้องให้ หน้าคว่ำไปในน้ำได้ คือ ท่าไม่สวยไม่เป็นไรครับ เพราะแหล่งน้ำธรรมชาติบางที มันก็ไม่เหมาะที่จะว่ายน้ำแ บบคว่ำหน้าลงไปในน้ำนะครับ และโดยปกติเราก็ไม่ได้พกแว่ นตากันน้ำ แบบที่เราว่ายในสระว่ายน้ำอ ยู่แล้ว ดังนั้นการว่ายน้ำแบบลอยคอจ ึงการว่ายน้ำที่ท่าไม่สวย แต่มันใช้เอาตัวรอดได้นะครั บ (บางคนไม่มีแว่นตากันน้ำ นี่ถึงกับว่ายน้ำไม่เป็นกัน เลยทีเดียว แบบนี้ไม่มีประโยชน์ในมิติข องการเอาตัวรอดนะครับ)
3. สิ่งที่สำคัญที่สุดของการว่ ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดก็คือ - - ความสามารถในการลอยตัว และอยู่ในน้ำได้นานที่สุด - - ซึ่งมีการค้นพบว่าท่าที่คนส ามารถลอยตัวในน้ำได้นานที่ส ุด ก็คือ Drown Proofing นี่ล่ะครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/ wiki/Drownproofing และ http:// www.drownproofing.com/) ซึ่งในประเทศนิวซีแลนด์นี่ม ีการศึกษา และนำเอามาประยุกต์ใช้เพื่อ ลดอัตราการเสียชีวิตจากการจ มน้ำกันแบบจริงๆจังๆเลยนะครับ(อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่
คือDrown Proofing หรือการลอยตัวแบบไม่มีวันจม นี่ ได้รับการคิดค้นโดยโค้ชว่าย น้ำที่ชื่อว่า Fred Lanoue ซึ่งเขาเป็นโค้ชว่ายน้ำที่ Georgia Institute of Technology ระหว่างปี ค.ศ.1936 ถึง 1964 โดยเขามีความเชื่อว่า ทุกๆ คนสามารถที่จะเอาตัวรอดจากก ารจมน้ำได้ โดยเทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ต้องอาศัยพละกำลัง หรือการฝึกฝนแบบเอาเป็นเอาต าย เขาจึงคิดค้นเจ้าท่า Drown Proofing ขึ้นมา ซึ่งใครๆ ก็สามารถฝึกฝนได้ครับ เจ้าท่า Drown Proofing นี้มันมีประสิทธิภาพในการเอ าชีวิตรอดจากการจมน้ำ จนนาวิกโยธินของประเทศสหรัฐ อเมริกา เอาไปใช้ฝึกทหารในหน่วยนาวิ กโยธินเลยนะครับ เพื่อให้ทหารของเขาสามารถอย ู่ในน้ำได้นานๆ (ประหยัดแรง ทนต่อคลื่น และแสงแดด)
สำหรับท่าของ Drown Proofing (ผมเอารูปมาแปะให้ดูแล้วนะค
1. หายใจเข้าปอดลึกๆ ครับ
2. คว่ำหน้าในน้ำ เอาแขนไว้ข้างหน้า ปล่อยร่างกายตามสบายครับ ตัวจะอยู่ในลักษณะโค้งๆ คว่ำหน้าในน้ำนี่ล่ะครับ (จริงๆ การดิ้นนี่ล่ะครับ ที่จะทำให้จมน้ำได้เร็วขึ้น ) ตัวจะลอยอยู่ในน้ำโดยอัตโนม ัติครับ โดยที่ไม่จม (ยิ่งดิ้นจะยิ่งจม) การลอยตัวในน้ำในลักษณะนี้ม ันมีจุดดีตรงที่ ร่างกายเกือบทั้งหมดจะจมอยู ่ในน้ำ และการคว่ำหน้าในน้ำ จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำจา กการถูกแดดเผาน้อยที่สุดครั บ และการที่เราปล่อยตัวตามสบา ย ไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมา ก ก็ยิ่งเป็นการเซฟพลังงานให้ กับร่างกายโดยที่ไม่ต้องใช้ แรงโดยไม่จำเป็นอีกด้วยครับ
3. พอเราจะหายใจ ก็ให้ใช้มือทั้งสองข้างแหวก น้ำเบาๆ เตะขาช่วยเล็กน้อย เพื่อดันให้คอเราโผล่พ้นน้ำ เพื่อหายใจครับ จากนั้นก็แค่คว่ำหน้ากลับไป ในท่าเดิมครับ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอจนกว่าคนจะมาช่วยเหลือครั บ (มีรายงานบอกว่าเจ้าท่า Drown Proofing นี่ทำให้เราสามารถลอยตัวอยู ่ในทะเลได้นานถึง 3 - 4 วันได้เลยนะครับ เพราะแทบจะไม่ใช้พลังงานเลย )
แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงบ้างว่ า ถ้าเราพลัดตกน้ำในบริเวณที่ เป็นน้ำเย็น การที่เอาตัวไปจมอยู่ในน้ำท ั้งหมดแบบ Drown Proofing แบบนี้ อาจจะทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ Hypothermia (เป็นสภาะวที่ร่างกายสูญเสี ยความร้อน แบบ Jack ในภาพยนตร์เรื่อง Titanic น่ะครับ) แต่ก็มีบางรายงานระบุว่า การตีแข้งตีขาเยอะๆ นี่ล่ะครับ อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียคว ามร้อนมากกว่า Drown Proofing ก็ได้ เนื่องจากการตีแข้งตีขา หรือการขยับมากๆ จะเป็นการไล่น้ำที่มีอุณหภู มิอุ่นกว่าน้ำภายนอกที่เกาะ อยู่ตามซอกเสื้อผ้าให้ออกไป และถูกแทนที่กลับมาด้วยน้ำเ ย็นๆ จากสภาพแวดล้อมด้านนอกครับ
แต่ผมคิดว่าในบริบทของประเท ศไทย เราคงไม่ต้องกลัวสภาวะ Hypothermia มากนักหรอกครับ เพราะเราอยู่ในบริเวณเส้นศู นย์สูตร สภาวะอากาศเราค่อนข้างร้อนค รับ ไม่มีน้ำเย็นๆ แบบในภาพยนตร์ Titanic หรอกนะครับ (เรากลัวแต่ว่าแดดจะเผา จนร่างกายของเราขาดน้ำมากกว ่า) ผมจึงคิดว่า Drown Proofing นี่เป็นเทคนิคในการเอาตัวรอ ดจากการจมน้ำ ที่เหมาะกับประเทศไทยมากๆ ครับ
สุดท้ายครับ ในทรรศนะของผม ผมให้ความสำคัญของ "ทักษะการว่ายน้ำ" ในมิติของ "การเอาตัวรอดจากการจมน้ำ" เป็นลำดับแรกครับ ส่วนการว่ายได้หลายๆ ท่า ว่ายได้เร็วๆ ในลักษณะของ "กีฬา" ผมคิดว่าเป็นการส่งเสริมเด็ กกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกสนุก และชอบการว่ายน้ำมากๆ เท่านั้นครับ ถ้าในมุมมองของ "การเอาตัวรอด" ผมคิดว่า เราควรต้องฝึกให้ลูกว่ายน้ำ ให้เป็นจริงๆ เสียก่อน นะครับ ไม่ใช่พอว่ายได้ก็ให้เลิก ยิ่งเห็นว่าเป็น 2-3 ท่า ก็ให้เลิก ผมคิดว่าเราต้องฝึกให้ลูกเร าว่ายน้ำจนกว่าจะว่ายได้อึด พอสมควร ที่สำคัญมีทักษะในการลอยตัว ในน้ำได้นานๆ ผมว่า 2 สิ่งนี้ เป็นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และเมื่อว่ายน้ำได้อึดแล้ว ลอยตัวได้แล้ว Drown Proofing ก็น่าจะเป็นทักษะการว่ายน้ำ เพิ่มเติมอีกทักษะหนึ่ง ที่เด็กไทยควรจะหัดเพิ่มเติ มไว้ครับ เพราะเป็นเทคนิคที่ทำให้ลอย ตัวอยู่ในน้ำได้นาน โดยที่ประหยัดแรงมากๆ ครับ (เด็กที่ว่ายน้ำเป็นแล้ว แข็งแล้ว การฝึก drown proofing นี่ใช้เวลาไม่นานก็เป็นครับ พอรู้เทคนิคปั๊บ ฝึกแป๊บเดียวก็เป็น)
อีกเรื่องที่ขอฝากก็คือ การลงไปช่วยคนจมน้ำ บางคนพอเห็นคนจมน้ำ ตามหลักการ ถ้ามีขวดโค้กที่เป็นพลาสติก ( ขวดโค้กขนาด 1.25 ลิตรขึ้นไป ถ้าเทน้ำออก แล้วปิดฝาโยนลงไปนี่เป็นทุ่ นพยุงตัวดีๆ เลยนะครับ) หรืออุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ ก็ควรจะขว้างลงไปให้เขาเกาะ นี่ก็ช่วยได้แล้วครับ ไม่ต้องเสี่ยงเอาตัวเองลงไป ในน้ำเพื่อช่วยคนจมน้ำ บางคนอาจจะติดมาจากการดูละค ร มักจะลงไปในน้ำเพื่อไปช่วยค นจมน้ำ ถ้าช่วยไม่เป็นนี่มีโอกาสเส ียชีวิตทั้งคู่นะครับ แถมบางรายแทนที่จะค่อยๆ เอาขาหยั่งลงไปในน้ำ ก็ดันกระโดดพุ่งหัวลงไปเสีย ด้วยสิครับ ซึ่งมันเสี่ยงหัวโขกถูกก้อน หิน หรือตอไม้ใต้น้ำมากๆ ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม ่ทุกท่าน ที่กรุณา Like และช่วยแชร์เพื่อส่งผ่านโพส ต์นี้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ท่า นอื่นๆ ได้อ่าน อละทำให้วงในการแลกเปลี่ยนเ รียนรู้กระจายในกว้างขึ้นคร ับ ผมขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ครับ
ที่มา #การศึกษา #สอนลูก #EducationFacet
..........................
ร่วมสนับสนุนบทความดีๆ โดย
- ศูนย์การเรียนรู้ซีเอ็ด (SE-ED Learning Center:www.se-edlearning.com)
- หลักสูตรคณิตศาสตร์ FAN Math "เน้นการสร้างความเข้าใจ และความมั่นใจในการเรียนคณิ ตศาสตร์ ผ่านการแก้โจทย์ปัญหาที่สนุ กท้าทายตามแนวทางของ PISA และ Singapore Maths" (www.fanmath.com)
- หลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English "หลักสูตรภาษาอังกฤษที่เน้นCredit ภาพ: http://lifesaving.org.uk/
สองหนุ่มฮีโร่ช่วยเด็กวัยสามขวบรอดจมน้ำรอดชีวิต
วันที่ 31 พ.ค.2556 เวลา 17.30 น. ร.ต.อ.บุญเลิศ รัตนเมือง ร้อยเวรสอบสวน สภ.ด่านซ้าย จ.เลย ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือ มีเหตุเด็กจมน้ำที่สระน้ำเทศบาลตำบลด่านซ้าย หลังได้รับแจ้งได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุซึ้งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ อยู่ด้านหลังเทศบาลฯ พบว่าได้มีคนช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อเด็กหญิงอรณิชา คาราสม อายุ 3 ขวบ อยู่บ้านเลขที่ 43 ม.1 ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย จนท.จึงได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลฯ พบว่าแพทย์พร้อมพยาบาลได้ทำการช่วยเหลือจนพ้นขีดอันตรายแล้ว
จากการสอบถามนายวัชระ พรหมรักษา อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105 ม.14 บ.หัวนายูง อ.ด่านซ้าย จ.เลย และนายประพันธ์ ศรีวิชัย อายุ 27 อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.8 อ.ด่านซ้าย จ.เลย ผู้เห็นเหตุการณ์และเข้าช่วยเหลือ โดยนายวัชระ ฯ เล่าว่าตนเองพร้อมนายประพันธ์ ซึ้งเป็นเพื่อนกัน ได้มาวิ่งออกกำลังกายบริเวณดังกล่าว พบว่าเด็กหญิงอรณิชา ฯ และน้องกิ๊ฟ อายุ 10 ขวบ ทั้งสองอยู่โรงเรียนด่านซ้าย มาวิ่งเล่นอยู่บริเวณดังกล่าว จู่ๆน้องกิ๊ฟ วิ่งมาตนพร้อมร้องขอความช่วยเหลือว่าน้องจมน้ำ ตนเองและเพื่อนจึงได้รีบวิ่งไปดู พบเด็กหญิงอรณิชา ฯ กำลังจมน้ำอยู่ต่อหน้าต่อตา จึงได้รีบกระโดดลงไปช่วยเหลือ จนมีคนเข้ามาช่วยเหลือรีบนำเด็กหญิงอรณิชาฯ ส่งโรงพยาบาล
ส่วนทางด้านนางปราณี คารมสม อายุ 40 ปี แม่เลี้ยงของเด็กหญิงอรณิชา ฯ กล่าวด้วยน้ำตาว่า น้องอรณิชา เป็นลูกเลี้ยงของตน ตนเองเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ซึ้งบ้านของตนเองอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ ซึ้งปกติเด็กทั้งสอง จะมาวิ่งเล่นกันทุกวัน และได้เตือนลูกว่าอย่าไปเล่นบริเวณสระน้ำ จนกระทั่งมาเกิดเหตุจนได้ ตนเองเสียใจมากที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ดีที่ทางแพทย์และพยาบาลช่วยเหลือน้องจนปลอดภัยแล้ว จึงขอฝากเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยระมัดระวังเตือน เด็กที่มาวิ่งเล่นบริเวณข้างสระน้ำ ซึ้งสระน้ำกว้างและลึก ให้ระวังอันตราย หรืออาจจะติดป้ายเตือน
เอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



